หลายคนทราบแล้วว่า อาหาร กับ สุขภาพ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก โรคภัยไข้เจ็บที่ทำให้
ร่างกายมีอาการทุรนทุราย หลายอย่างเป็นผลมาจากการรับประทานอาหารด้วยส่วนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น เช่น เลือกรับประทาน
ผักมากกว่าเนื้อสัตว์ เลี่ยงที่จะบริโภคไขมัน แต่บางคนก็ทำจนเกินความพอดี ทำให้ขาดความสุข
ในการลิ้มรสชาติของอาหาร (แต่ถ้านั่นคือความสุขอย่างหนึ่งก็ไม่ว่ากัน) การรับประทานเพื่อสุขภาพ
ไม่จำเป็นต้องอดๆ อยากๆ ปทุมรัตน์ เพียรชอบ ผู้จัดการ Wellness บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านเทคโนโลยีอาหาร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Food Science
จากมิชิแกน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นทั่วโลก
และมีมากมายหลายแนวคิด และแนวคิดหนึ่งที่เนสท์เล่คิดว่า จะสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ก็คือแนวทาง Balanced Diet & Lifestyle หรือ กินอยู่อย่างสมดุล
และวิถีการใช้ชีวิต หมายถึงการสะท้อนข้อคิดในการ บริโภคอาหาร และ การใช้ชีวิต
ให้มีความสมดุลซึ่งกันและกัน
ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีหนังสือให้อ่านมากมาย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า จะมีนิสัยเสาะแสวงหาการอ่านมากน้อยเพียงใดด้วย อาหารที่สมดุล-พฤติกรรมตัวเอง แนวคิดในการบริโภคแบบ Balanced Diet & Lifestyle แยกเป็นสองส่วน คือ Balanced Diet หรือ อาหารที่สมดุล หมายถึง ความหลากหลาย ต้องรับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย อาหารมีด้วยกัน 5 หมู่ ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่ารับประทานอาหารอย่างเดิมซ้ำๆ กันไม่ยอมเปลี่ยน หรือรับประทานอาหารอยู่ประเภทเดียว และอาหารทั้ง 5 หมู่นั้น ต้องรับประทานใน สัดส่วนที่พอเหมาะ กับ ไลฟ์สไตล์ นั่นก็คือการพิจารณา สัดส่วนอาหารให้เหมาะกับ วัย เพศ ขนาดของร่างกาย และ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เราควรรู้ว่าตนเองต้องการพลังงานกี่กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งหลักพื้นฐานเบื้องต้นคือ
เช่น ข้อมูลที่บอกว่าผักปริมาณ 1 ทัพพี ให้พลังงาน 10 กิโลแคลอรี นั้นมีปริมาณแค่ไหน ข้าวปริมาณ 1 ทัพพีให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี นั้นมีปริมาณแค่ไหน เพราะเมื่อคำนวณคร่าวๆ แล้วจะได้ทราบว่าเราควรรับประทานอาหารปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน สรุปสั้นๆ ว่า ต้องรับประทานอาหารที่ 'หลากหลาย' และ 'พอเหมาะ' ผู้บริโภคหลายคนอาจบอกว่า 'ฟังง่าย แต่ทำยาก' แต่คุณปทุมรัตน์ให้กำลังใจว่า ถ้าตั้งใจแล้วจะทำได้ เพราะรู้วิธี เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารกันบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดีและยั่งยืน ตามแนวทางของBalanced Diet & Lifestyle ดังนี้ ตอนเช้าทำตัวเหมือนรวย ตอนเย็นทำตัวเหมือนยาจก ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเมือง หรือใครก็ตามที่มีวิถีชีวิตการทำงานที่เร่งรีบ และละเลยการบริโภค อาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าแต่น้อย เพราะต้องรีบเดินทาง นั่นคือลักษณะหนึ่งของการกินอยู่อย่างไม่สมดุล และทำร้ายสุขภาพตนเองทุกวัน ซึ่งเป็นผลมาจาก ไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมนั่นเอง คุณปทุมรัตน์กล่าวว่า การไม่รับประทานอาหารเช้า มีผลทำให้สมองมีคุณภาพที่ด้อยลง-เสื่อมลงก่อนวัย อันสมควร เนื่องจากเวลาที่ร่างกายคนเรานอนหลับ 10-12 ชั่วโมง สารอาหารจะไม่เหลือเลย ร่างกายจะไม่มีน้ำตาล ให้สมองใช้งานในวันรุ่งขึ้นวิธีแก้ไขคือ เมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็ต้องปรับเปลี่ยน พฤติกรรม เพื่อสร้างความสมดุล คือต้องรับประทานอาหารเช้าหัดรับประทานทีละเล็กทีละน้อย ก่อนจะไปทำงานลองถามตัวเองว่า รับประทานอะไรแล้วหรือยังเช่นเดียวกับ อาหารเย็น บางคนรับประทาน อาหารเย็นจนกระทั่งดึก อยากขอเตือนว่าควรรับประทานเย็นให้ห่างๆ จากเวลาที่จะหลับตานอน ถ้าเป็นไปได้คืออย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะเวลาที่คนเราเข้านอน ระบบประสาทต่างๆ เริ่มพักผ่อน ทำให้กระบวนการย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่ หรือไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อระบบย่อยอาหารไม่ดี จะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรทิ้งช่วงเวลา ในการรับประทาน อาหารเย็นกับเวลานอน อย่าให้ตัวเรากินใกล้กับเวลานอนจนเกินไป เหมือนกับที่นักโภชนาการมักพูดกันว่า ให้เราทำตัวเหมือนคนรวยตอนเช้า รับประทานอาหารให้เยอะๆ รับประทานให้อิ่ม ส่วนตอนเย็นทำตัวเหมือนยาจก รับประทานอาหารแต่พอประมาณ กว่าสมองจะรู้ว่า 'อิ่ม' ในการรับประทานอาหาร สมองใช้เวลา 15 นาทีกว่าจะรับรู้ว่าข้อมูลว่าร่างกายอิ่มแล้ว เพราะฉะนั้ นอย่ารีบรับประทาน การรีบรับประทาน มีโอกาสทำให้ร่างกายได้ปริมาณอาหาร และพลังงานเกินจำนวนที่ ร่างกายต้องการในแต่ละวันเมื่อร่างกายได้พลังงานเกินความต้องการ และเผาผลาญไม่หมด ก็ทำให้เกิดปัญหาความอ้วนตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ กับร่างกายนั่นเอง วิธีแก้ไขคือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน ด้วยการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง เมื่อร่างกายอิ่ม คุณอาจสังเกตเห็นว่าอาหารที่เหลือในจาน คือส่วนเกินที่ไม่ควรสั่งในมื้อต่อๆ ไป เพิ่มความเข้มข้นให้โภชนบัญญัติข้อที่มักละเลย หลักโภชนาการ 9 ข้อในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี อยู่ในหลักสูตรการศึกษา และคนไทย ส่วนใหญ่ทราบอยู่แล้ว ดังนั้น คุณปทุมรัตน์จึงขอเน้นโภชนบัญญัติ ข้อที่คนส่วนใหญ่มัก 'ละเลย' หรือยัง 'ด้อยในการปฏิบัติ' ให้หันมาเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย เพื่อสร้างความสมดุลในการรับประทานอาหาร (balanced diet) นั่นเอง
เราจะไม่ห้ามผู้บริโภคว่า ไม่ควรรับประทานอะไร เพราะบางครั้งอาจทำให้เขารู้สึกต่อต้านตั้งแต่แรก แต่เราจะสอนให้เขารู้จักสร้างความสมดุลให้ร่างกาย เช่น ตอนบ่าย รับประทานเค้กหรือขนมหวานได้ แต่ช่วงเย็นควรเลือกรับประทานอาหารประเภทให้พลังงานน้อย แต่เพิ่มผักและผลไม้ หรือในวันที่รู้ตัวว่าได้แคลอรีเกิน ก็จะต้องออกกำลังกายมากขึ้น คุณปทุมรัตน์กล่าว Balanced Diet & Lifestyle คือแนวคิดหนึ่งในการบริโภคอาหาร และใช้ชีวิตให้มีความสมดุลซึ่งกันและกัน ด้วยหลัก 4 ประการง่ายๆ คือ กินหลากหลาย-เพิ่มผักผลไม้, ลดหวาน มัน เค็ม, กินเท่าไรใช้ให้หมด และ อ่านเป็นกิน |
Sudkamon Kanjanaruttanapun
อะไรเสียๆไปนะ รู้สึกคล้ายๆจะเป็น ... . ความรู้สึก !!!!
วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
กินเพื่อสุขภาพ... ดีอย่างยั่งยืน
5 อาการ (โรค) สุดอายที่หญิงไม่อยากเป็น!
อาการ 5 อย่างที่ผู้หญิงถ้าเป็นแล้วจะอายมาก แต่ไม่ต้องกังวล มีวีธีป้องกันได้
1. เชื้อราในช่องคลอด
ตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาสิว และยังมีอาการคันแปลกๆที่ถ้าใครรู้จะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงไม่รักษาความสะอาดหรือเปล่า?ไม่ต้องอาย: คุณมีเพื่อน!!ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน รู้รสอาการคันนี้มาแล้ว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆกับคนที่สกปรกที่สุด)อาการ: "คัน" คืออาการแรกที่รู้สึกได้และจะรู้สึกมากขึ้น บ่อยขึ้น ไม่เลือกเวลา จนทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ มีตกขาวเหมือนผงแป้งในช่องคลอด หรือปากช่องคลอด ฉี่แสบขัด ช่องคลอดแดง แสบและแห้ง ต้นเหตุของอาการ "จิมมี่รา" มาจากเชื้อราแถวจุดซ่อนเร้น ที่ชอบความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไปล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาด"น้องสาว"ตลอดเวลา เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดก็ถูกทำลาย ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็เป็นได้เหมือนกัน
ดูแลตัวเอง Don't 1.หมกชุดชั้นในนานแล้วค่อยซักครั้งหนึ่ง เชื้อราจะเกิดได้ง่ายเพราะชื้นและอาจมีคราบแป้งตกขาวติดอยู่ที่ชั้นใน
2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ
3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ
4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น
5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ 2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ 3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ 4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น 5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ Dos
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ "แลคดตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาด "น้องสาว" ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ "แลคดตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้ 2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ 3. ทำความสะอาด "น้องสาว" ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ 4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
S.O.S. ถ้าเป็นผื่นแดงๆหรือเป็นขุย ตามง่ามขาหรือขาหนีบ ให้ใช้ครีมที่รักษาเชื้อรา เช่น คาเนสเทนทาวันละ 1-2 ครั้ง (ใช้ทาเฉพาะภายนอก) แต่ถ้าคันในช่องคลอดหนักมาก ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น คาเนสเทน วีอาร์ ซึ่งควรให้แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่ได้ผลเต็มที่และไม่ดื้อยา
2. เริม
"ไปทำอะไรมาล่ะ?" นี่คือความคิดของคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นเริม เพราะแค่จามหรือหายใจรดกัน คงไม่ทำให้เป็นเริมได้ เป็นเริมในร่มผ้ายังพอปิดกันได้ แต่เวลาที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก จะหลบหน้าใครเขาได้ไม่ต้องอาย: เริมเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง เกิดจากเชื้อไวรัส อาจติดมาจากใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็ได้ และเริมที่ปากกับอวัยวะเพศมาจากเชื้อคนละตัวกัน (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมาจากเชื้อตัวเดียวกัน เมื่อปากทำงานต่ำลง) สาวโสดก็เป็นได้ ถ้าเริ่มจากเป็นเริมที่ปากแล้วเผลอเอามือไปจับ แล้วไปเกาถึงข้างล่างอาการ: มีตุ่มน้ำใสๆ 2-3 ตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกระจุก เจ็บๆคันๆ ถ้าตุ่มแตกจะปวดแสบปวดร้อน เป็นครั้งแรกอาจจะมีไข้ผสมด้วย "เริมเป็นแล้วไม่หายขาด จะกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ"
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
1. หยุดดื่มเหล้า เบียร์ สำหรับคนที่เคยเป็นแล้ว ถ้าดื่มหนักมากไป เริมจะกลับมาเยี่ยมอีก
2. ใช้เสื้อผ้า ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
S.O.S. รักษาตามอาการ เช่นถ้าปวด ก็กินยาแก้ปวด และกินยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าใครปวดมากๆแนะนำให้นั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมัง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือทายากลุ่ม acyclovir Zovirax, Vilerm เป็นต้น ส่วนยากินเหมาะกับคนที่เป็นซ้ำบ่อยๆ คือ Zovirax หรือ Valtrex ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นคนจ่ายยา
3. ริดสีดวง
ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจคำว่า "ลมมันเย็น" ได้เลย ถ้าเทียบความอายแล้วอาจจะน้อยกว่าเจ็บ เพราะเวลาที่ความเจ็บมากขึ้น ความอายจะเท่ากับศูนย์ไม่ต้องอาย: เชื่อหรือไม่? ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้นเพราะทุกคนมีเนื้อเยื่อริดสีดวง!!อาการ: บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหลังถ่ายหนัก บางคนเลือดไม่ออก แต่นั่งไม่ลงเพราะมี "หัวริดสีดวง" ยื่นออกมาข้างนอก (ริดสีดวงภายนอก)หรือบางคนอาจจะเจ็บอยู่ข้างใน (ริดสีดวงภายใน) ซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำบริเวณประตูหลังเพิ่มมากขึ้นจนโป่งพอง กลายออกมาเป็น "หัวริดสีดวง" อาจจะมาจากท้องผูก ถ่ายท้องบ่อย (ทำให้ต้องเบ่งบ่อยๆ)นั่งถ่าย และถ้าหนักมากขึ้นผนังหลอดเลือดจะแตกปริ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกและอาจจะหายหลับเป็นปกติได้เมื่อหายอักเสบแล้ว
ดูแลตัวเอง Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
ดูแลตัวเอง Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S.
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
4. ปากเหม็น..เท้าเหม็น..มีกลิ่นตัว สิ่งที่ลำบากที่สุดเมื่อตกอยู่ในอาการนี้คือ แค่นั่งเฉยๆ กลิ่นก็ยังฟ้อง หน้าตาสวยแค่ไหน ก็กลบกลิ่นไม่ได้ไม่ต้องอาย: ยอมรับความจริงแล้วเริ่มต้นรักษาดีกว่าอาการ: กลิ่นปากอาจจะเกิดฟันผุ ต่อมทอนซินอักเสบ กลิ่นตัวมาจากต่อมเหงื่อทำงานมากผิดปกติ ทำให้มีแบคทีเรียสะสม จนมีกลิ่นออกมา คนที่กลิ่นเท้าแรงๆอาจจะมีแบคทีเรียอยู่ตามง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้าได้
ดูแลตัวเอง Dos+ กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง+ กลิ่นตัว 1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ+ กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
ดูแลตัวเอง Dos+ กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง+ กลิ่นตัว 1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ+ กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
5. นอนกรน
อาการนี้จะลดระดับความอายลงไปเรื่อยๆถ้าได้อยู่กับคนสนิท หรือแทบเป็นศูนย์เมื่อนอนคนเดียว แต่ลองคิดถึงคืนแรกที่คุณต้องนอนร่วมเตียงกับผู้ชายในฝันที่อยากฝากชีวิตไว้กับเขาตลอดไปสิ เช้าวันต่อมาจะเป็นอย่างไร..และที่ร้ายที่สุด เวลานั้นมันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ไม่ต้องอาย:
ไม่ต้องอาย: ความลับนี้จะรู้เฉพาะคนที่นอนกับเราเท่านั้นล่ะ
อาการ:
อาการ: เสียงหายใจดังๆ เวลาหลับ ทำให้ผู้หญิงหน้าตาสวยงาม สามารถกลายเป็นหัวจักรรถไฟหรือโรงสีข้าวได้เพียงเธอหลับตา
ดูแลตัวเอง Dos
1. นอนตะแคงจะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ลองใช้หมอนลูกเล้กรองหลังไว้ไม่ให้พลิกตัวตอนหลับ
2. ลดน้ำหนักลง คนอ้วนจะมีไขมันและมีน้ำหนักกดทับลงบนเนื้อเยื่อคอมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
3. ตื่นก่อน นอนทีหลังคนอื่นเข้าไว้ เพื่อความสุขของคนรอบข้าง
Don't
ดื่มเหล้าก่อนนอน หรือทานยาแก้แพ้ จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หายใจตื่นขึ้น
ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com
ตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาสิว และยังมีอาการคันแปลกๆที่ถ้าใครรู้จะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงไม่รักษาความสะอาดหรือเปล่า?ไม่ต้องอาย: คุณมีเพื่อน!!ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน รู้รสอาการคันนี้มาแล้ว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆกับคนที่สกปรกที่สุด)อาการ: "คัน" คืออาการแรกที่รู้สึกได้และจะรู้สึกมากขึ้น บ่อยขึ้น ไม่เลือกเวลา จนทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ มีตกขาวเหมือนผงแป้งในช่องคลอด หรือปากช่องคลอด ฉี่แสบขัด ช่องคลอดแดง แสบและแห้ง ต้นเหตุของอาการ "จิมมี่รา" มาจากเชื้อราแถวจุดซ่อนเร้น ที่ชอบความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไปล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาด"น้องสาว"ตลอดเวลา เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดก็ถูกทำลาย ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็เป็นได้เหมือนกัน
ดูแลตัวเอง Don't 1.หมกชุดชั้นในนานแล้วค่อยซักครั้งหนึ่ง เชื้อราจะเกิดได้ง่ายเพราะชื้นและอาจมีคราบแป้งตกขาวติดอยู่ที่ชั้นใน
2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ
3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ
4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น
5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ 2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ 3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ 4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น 5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ Dos
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ "แลคดตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาด "น้องสาว" ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ "แลคดตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้ 2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ 3. ทำความสะอาด "น้องสาว" ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ 4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
S.O.S. ถ้าเป็นผื่นแดงๆหรือเป็นขุย ตามง่ามขาหรือขาหนีบ ให้ใช้ครีมที่รักษาเชื้อรา เช่น คาเนสเทนทาวันละ 1-2 ครั้ง (ใช้ทาเฉพาะภายนอก) แต่ถ้าคันในช่องคลอดหนักมาก ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น คาเนสเทน วีอาร์ ซึ่งควรให้แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่ได้ผลเต็มที่และไม่ดื้อยา
"ไปทำอะไรมาล่ะ?" นี่คือความคิดของคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นเริม เพราะแค่จามหรือหายใจรดกัน คงไม่ทำให้เป็นเริมได้ เป็นเริมในร่มผ้ายังพอปิดกันได้ แต่เวลาที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก จะหลบหน้าใครเขาได้ไม่ต้องอาย: เริมเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง เกิดจากเชื้อไวรัส อาจติดมาจากใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็ได้ และเริมที่ปากกับอวัยวะเพศมาจากเชื้อคนละตัวกัน (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมาจากเชื้อตัวเดียวกัน เมื่อปากทำงานต่ำลง) สาวโสดก็เป็นได้ ถ้าเริ่มจากเป็นเริมที่ปากแล้วเผลอเอามือไปจับ แล้วไปเกาถึงข้างล่างอาการ: มีตุ่มน้ำใสๆ 2-3 ตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกระจุก เจ็บๆคันๆ ถ้าตุ่มแตกจะปวดแสบปวดร้อน เป็นครั้งแรกอาจจะมีไข้ผสมด้วย "เริมเป็นแล้วไม่หายขาด จะกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ"
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
1. หยุดดื่มเหล้า เบียร์ สำหรับคนที่เคยเป็นแล้ว ถ้าดื่มหนักมากไป เริมจะกลับมาเยี่ยมอีก
2. ใช้เสื้อผ้า ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
S.O.S. รักษาตามอาการ เช่นถ้าปวด ก็กินยาแก้ปวด และกินยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าใครปวดมากๆแนะนำให้นั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมัง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือทายากลุ่ม acyclovir Zovirax, Vilerm เป็นต้น ส่วนยากินเหมาะกับคนที่เป็นซ้ำบ่อยๆ คือ Zovirax หรือ Valtrex ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นคนจ่ายยา
ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจคำว่า "ลมมันเย็น" ได้เลย ถ้าเทียบความอายแล้วอาจจะน้อยกว่าเจ็บ เพราะเวลาที่ความเจ็บมากขึ้น ความอายจะเท่ากับศูนย์ไม่ต้องอาย: เชื่อหรือไม่? ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้นเพราะทุกคนมีเนื้อเยื่อริดสีดวง!!อาการ: บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหลังถ่ายหนัก บางคนเลือดไม่ออก แต่นั่งไม่ลงเพราะมี "หัวริดสีดวง" ยื่นออกมาข้างนอก (ริดสีดวงภายนอก)หรือบางคนอาจจะเจ็บอยู่ข้างใน (ริดสีดวงภายใน) ซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำบริเวณประตูหลังเพิ่มมากขึ้นจนโป่งพอง กลายออกมาเป็น "หัวริดสีดวง" อาจจะมาจากท้องผูก ถ่ายท้องบ่อย (ทำให้ต้องเบ่งบ่อยๆ)นั่งถ่าย และถ้าหนักมากขึ้นผนังหลอดเลือดจะแตกปริ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกและอาจจะหายหลับเป็นปกติได้เมื่อหายอักเสบแล้ว
ดูแลตัวเอง Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
ดูแลตัวเอง Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
Don't
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S.
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
ดูแลตัวเอง Dos+ กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง+ กลิ่นตัว 1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ+ กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
ดูแลตัวเอง Dos+ กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง+ กลิ่นตัว 1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ+ กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
อาการนี้จะลดระดับความอายลงไปเรื่อยๆถ้าได้อยู่กับคนสนิท หรือแทบเป็นศูนย์เมื่อนอนคนเดียว แต่ลองคิดถึงคืนแรกที่คุณต้องนอนร่วมเตียงกับผู้ชายในฝันที่อยากฝากชีวิตไว้กับเขาตลอดไปสิ เช้าวันต่อมาจะเป็นอย่างไร..และที่ร้ายที่สุด เวลานั้นมันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ไม่ต้องอาย:
ไม่ต้องอาย: ความลับนี้จะรู้เฉพาะคนที่นอนกับเราเท่านั้นล่ะ
อาการ:
อาการ: เสียงหายใจดังๆ เวลาหลับ ทำให้ผู้หญิงหน้าตาสวยงาม สามารถกลายเป็นหัวจักรรถไฟหรือโรงสีข้าวได้เพียงเธอหลับตา
ดูแลตัวเอง Dos
1. นอนตะแคงจะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ลองใช้หมอนลูกเล้กรองหลังไว้ไม่ให้พลิกตัวตอนหลับ
2. ลดน้ำหนักลง คนอ้วนจะมีไขมันและมีน้ำหนักกดทับลงบนเนื้อเยื่อคอมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
3. ตื่นก่อน นอนทีหลังคนอื่นเข้าไว้ เพื่อความสุขของคนรอบข้าง
Don't
ดื่มเหล้าก่อนนอน หรือทานยาแก้แพ้ จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หายใจตื่นขึ้น
ขอบคุณที่มาบทความจาก women.thaiza.com
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





